Sacred Band แห่งธีบส์ ถูกเล่าขานว่าเป็นกองทัพที่ประกอบไปด้วยคู่รักเกย์ 150 คู่ Sacred Band แห่งธีบส์ ถูกกล่าวขานว่าเป็นกองทัพที่รบชนะทุกศึก จนมาถึงศึกสุดท้ายที่ต่อสู้กับกองกำลังของ กษัตริย์ฟิลิปแห่งมาซิโดเนียและ ลูกชายของเขา Alexander the Great คู่รักทั้งหมดไม่มีใครยอมแพ้ จนสุดท้าย 150 คู่ล้วนสู้จนตัวตาย

Sacred Band กองทหารคู่รักก้องโลก

เล่าว่า เมื่อฟิลิป ได้เห็นภาพคู่รักที่ตายตกไปตามกัน เขาถึงกับหลั่งน้ำตา โดยบันทึกของปราชญ์โบราณ Plato ได้บรรยายถึงกองทหารกลุ่มนี้เอาไว้ว่า

หากจะมีเหตุใดที่รัฐ จะถูกสร้างขึ้นจากคู่รักและคนรักของพวกเขา พวกเขาจะเป็นผู้ปกครองที่ดีที่สุด ณ. นครแห่งตน งดเว้นจากความอัปยศทั้งหลาย และเอาเยี่ยงอย่างจากความมีเกียรติของอีกฝ่าย เมื่อเกิดการต่อสู้กับคนของพวกเขา  แม้จะเพียงหยิบมือเดียว พวกเขาจะเอาชนะโลก สำหรับคู่รักนั้น ไม่ได้เลือกที่จะให้มวลมนุษยชาติมองเห็น มากไปกว่าผู้เป็นที่รักของเขาเห็น เมื่อใดที่ต้องละทิ้งที่มั่นหรือทิ้งห่างอ้อมแขนนั้น เขาเลือกที่จะตายเป็นพันหนมากกว่าที่จะทนกับความทุกข์นี้

หรือใครจะทอดทิ้งคนรักของเขา หรือใครจะเพิกเฉยเมื่อผู้เป็นที่รักอยู่ในวิกฤต ความหวาดกลัวจนถึงที่สุดจะนำพาวีรบุรุษ เคียงบ่าเคียงไหล่กับความกล้าหาญ ในเวลาเช่นนั้น รักจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับเขา

Sacred Band of Thebes ถือได้ว่าเป็นกองกำลังศักดิ์สิทธิ์แห่งนครธีบส์ ที่ถูกก่อตั้งขึ้นด้วยความเชื่อที่ว่า นักรบแต่ละคนจะยอมตายเพื่อคนรักที่อยู่ในกองทัพและจะไม่ยอมทิ้งคู่รักของเขาอย่างเด็ดขาด

จุดกำเนิดแห่ง Sacred Band

ประวัติศาสตร์ ส่วนใหญ่บันทึกว่า กองทัพนี้ถูกก่อตั้งโดย Gorgidas  ผู้ซึ่งเป็นผู้นำกองทัพของเมืองเบียวเทีย เมืองหนึ่งในกรีก ซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อ 378 ปีก่อนศริสตกาล ซึ่งในเวลานั้นเหล่าหารกลุ่มนี้ได้ขับไล่กองทัพสปาร์ตันออกไปจากป้อมปราการแห่งธีบส์ บางบันทึกก็เล่าว่าตัว Gorgidas นั้นเป็นผู้คัดเลือกทหารแต่ละคู่ด้วยมือของเขาเองเลยทีเดียว ประกอบด้วยคู่รักที่ถูกเรียกว่า Erastes (ชายที่เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ) และ Eromenos (ชายที่อายุน้อย)

ชัยชนะครั้งแรก

ชัยชนะครั้งแรก Sacred Band นั้นเกิดขึ้น ณ. เมืองเตกิร่า แห่ง กรีก (375 ปีก่อนคริสตกาล) ชาวธีบส์ได้ถูกชาวสปาร์ตันจำนวนนับไม่ถ้วนล้อมรอบอยู่ ในขณะที่ Sacred Band มีจำนวนแค่ สามร้อย

ในบันทึกกว่าวว่า กองรักษาการณ์ของสปาตันมีจำนวนนับได้ 1,000-1,800 นาย ทหารชาวธีบส์คนหนึ่งได้กล่าวกับ เปโลปิดาส ผู้นำว่า “เราตกอยู่ในมือของศัตรู” แต่แล้ว เปโลปิดาส กลับตอบว่า “แล้วทำไมไม่ทำให้พวกเขาตกมาอยู่ในกำมือเราล่ะ?” และทันใดนั้นเขาก็ได้บัญชาให้กองทหารม้าวิ่งเข้าใส่กองทัพชาวสปาร์ตันจากด้านหลัง เพื่อหวังจะฝ่ากองทัพขนาดใหญ่เข้าไป ทั้งกองทัพตื่นตระหนกและแตกแถว เปิดทางให้ชาวธีบส์ใช้เส้นทางนั้นบุกเข้าไป และฆ่าชาวสปาร์ตันไปตามทางที่พวกเขาบุก และพวกเขาก็ทำสำเร็จ ทหารธีบส์ไม่ได้ติดตามล่าผู้ที่รอดชีวิต และได้เอาชนะกองกำลังที่มีจำนวนมากกว่าด้วยกองกำลังที่ด้อยกว่า

ชัยชนะที่ถูกกล่าวขานมากที่สุด

ชัยชนะที่ถูกจารึกไว้ครั้งนี้ถูกเรียกว่า การสู้รบแห่ง Leuctra ซึ่งเกิดขึ้น 371 ปีก่อนคริศตกาล ทางตอนใต้ของเบียวเทีย ซึ่งกองทัพภายใต้การนำของEpaminondas ได้กำจัดทหารชาวสปาร์ต้า ซึ่งตอนนั้นนำโดยกษัตริย์  Cleombrotus ซึ่งกองทหาร Sacred Band  ได้เข้าช่วยเหลือเพื่อให้สิ้นสุดการปกครองของสปาร์ตัน

Sacred Band ทั้ง 300 ได้สาบานว่าจะปกป้องคนรักของพวกเขาจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ในตำแหน่งปีกซ้าย และขณะที่ทหารม้าของธีบส์ไปสร้างความปั่นป่วนให้กองทัพสปาร์ตัน Sacred Band ภายใต้การนำของเปโลปิดาสก็ได้เข้าโจมตี Cleombrotus กษัตริย์แห่งสปาร์ต้า ซึ่งสร้างบาดแผลให้กับพระองค์อย่างร้ายแรง ยังความพ่ายแพ้ที่สมบูรณ์แบบแก่ชาวสปาร์ตันอีกครั้ง

ศึกสุดท้าย

จุดจบของ Sacred Band นั้นเกิดขึ้นเมื่อคราวต่อสู้กับทัพของกษัตริย์ฟิลิปที่ 2 แห่งมาเซโดเนีย ในช่วง 338 ปี ก่อนคริสตกาล สงครามนี้ถูกเรียกว่าสงครามแคโรเนีย (Battle of Chaeronea) ซึ่งเป็นยุคที่อเล็กซานเดอร์ มหาราช กำลังเข้ามามีบทบาทบนแผ่นดินมาเซโดเนีย

อเล็กซานเดอร์นั้น ใจเขาต้องการเพียงแค่โชว์พลังให้ผู้เป็นบิดาได้ประจักร เอาชัยเหนือศัตรูและเพิ่มกองซากศพให้สูงยิ่งขึ้น จนกว่าจะเป็นทางให้อเล็กซานเดอร์ทรงดำเนินผ่าน

เจ้าชายอเล็กซานเดอร์บัญชาการกองทัพมาเซโดเนียจนสามารถสร้างช่องว่างระหว่างกองทัพเอเธนส์ กับ กองทัพธีบส์ ได้ และบุกเข้าโจมตีจากช่องว่างนั้น

ตามประวัติศาสตร์เชื่อว่า “อเล็กซานเดอร์ได้โจมตีที่ปีกขวาของกองทัพ ซึ่ง  Sacred Band  เป็นผู้ครองตำแหน่งอยู่ และสังหารกองทัพนี้ลงเสียสิ้น หลังจากการสู้รบจบลอง เมื่อกษัตริย์ฟิลิปได้ลงมาตรวจดูเพื่อหาผู้รอดชีวิต และพบว่าทหารทั้ง 300 นายได้เสียชีวิตลง ได้เห็นสภาพศพแต่ละนายที่ตายพร้อมยังกำหอกยาวของพวกเขา และต่างนอนแทรกตัวกันและกัน ฟิลิปรู้สึกแปลกใจและยังถึงกับหลั่งน้ำตา เมื่อทราบว่าทั้ง 300 นั้นคือคู่รักกัน

และหลังจากการรบที่แคโรเนีย ในปี 338 ก่อนคริสตศักราช กษัตริย์ฟิลิปที่ 2 ก็ทรงครอบครองรัฐกรีกได้ทั้งหมด (ยกเว้นสปาร์ตา)

Isis หรือ เทวีไอซิส นั้น เป็นหนึ่งในเทพเจ้าที่เก่าแก่ที่สุด ของอียิปต์โบราณ พื้นเพการเคารพบูชาของนางไม่ชัดเจนมากนัก บางตำนานเล่าว่าการบูชาพระนางมีต้นกำเนิดในไซไน แต่ก็ยังเป็นไปได้ว่าพระนางเป็นที่เคารพบูชาครั้งแรกในเขตสันดอนของอียิปต์ล่างรอบๆ บูซิริส แต่อย่างไรก็ตาม ผู้คนไม่ได้บูชาพระนางเพียงแค่เมืองใดเมืองหนึ่งเท่านั้น หากแต่มีการบูชาพระนางในแทบทุกพื้นที่ และทุกวัดในแผ่นดิน

แม้ผู้คนในอียิปต์นั้นเคารพบูชา  เทวีไอซิส เป็นจำนวนมาก แต่ความจริงแล้วชื่อ Isis นั้นเป็นภาษากรีก เธอเป็นที่รู้จักในหมู่ชาวอียิปต์ในชื่อ Aset (หรือ Ast, Iset, Uset) ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งว่า “ราชินีแห่งบัลลังก์” ในอียิปต์โบราณนั้นนับถือเทวีไอซสิสเปรียบเสมือนแม่แบบของ “หญิงที่สมบูรณ์” และพระนางถูกเรียกว่า “หนึ่งเดียวผู้คือทุกสิ่ง” และพระนางยังเป็นต้นแบบของเทพสตรีทั้งหลายในตำนานเทพวัฒนธรรมอื่นๆ อีกด้วย

Isis - เทวีแห่งความอุดมสมบูรณ์ และ ภูมิปัญญา

ต้นกำเนิดเทวีไอซิส

ตามตำนานเล่าว่า พระนางเป็นบุตรีของเทวีนัต และ เทพเก็บ ซึ่งพระนางเป็นพี่/น้อง ของ  เทวีเนฟธีส, เทพ เซธ และ เทพโอซิริส บางตำนานเล่าว่า และเพราะเทพราเกรงกลัวว่าจะมีคนมาชิงบัลลังค์ของเขา เมื่อทราบว่า เทวีนัต ตั้งครรภ์เขาจึงได้โกรธมาก และสาปนางว่า “นัตจะไม่สามารถคลอดลูกได้ไม่ว่าวันไหนเลยในหนึ่งปี” ซึ่งในขณะนั้น 1 ปี มี 360 วัน เทวีนัตไปขอความช่วยเหลือจากเทพทอธ เทพแห่งความเฉลียวฉลาด เทพทอธได้เล่นพนันกับเทพแห่งดวงจัน คอนซู และทุกครั้งที่คอนซูแพ้ เขาจะต้องแบ่งแสงจันทร์เล็กน้อยของเขาให้กับเทพทอธ และเมื่อคอนซูแพ้หลายครั้งเข้า เทพทอธเก็บสะสมแสงนั้นได้มากพอที่จะสร้างวันเพิ่มขึ้นอีกถึง 5 วัน และเพราะ 5 วันนั้นไม่ใช่วันไหนเลยในหนึ่งปี เทวีนัตจึงสามารถคลอดลูกของนางได้ ดังนี้

  • วันที่หนึ่ง ให้กำเนิด เทพโอซีริส ผู้เป็นเทพกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่
  • วันที่สอง ให้กำเนิด เทพฮามาร์คิส หรือ สฟิงซ์ ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งรุ่งอรุณ
  • วันที่สาม ให้กำเนิด เทพเซธ ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งความชั่วร้าย เขาฉีกครรภ์ของพระมารดาออกมา
  • วันที่สี่ ให้กำเนิด เทพีไอซิส ผู้เป็นเทพีแห่งความรักและภูมิปัญญา
  •  วันที่ห้า ให้กำเนิด เทพีเนฟธิส ผู้เป็นเทพีผู้คุ้มครองวิญญาณคนตาย

เมื่อเทพราทราบข่าว ก็ยิ่งโกรธเข้าไปอีก เขาแยกเทวีนัต จากสามีของนาง เทพเก็บ ชั่วนิรันดร์ โดยการให้พ่อของเทวีนัตแบกนางไว้ นั่นทำให้ท้องฟ้าและผืนดินแยกจากกันไปตลอดกาล เทพเก็บโศกเศร้าโศกาที่ถูกแยกจากภรรยาผู้เป็นที่รัก เขามักร่ำไห้และนั่นทำให้โลกเกิดมหาสมุทร

สัญลักษณ์ของไอซิส

รูปภาพของพระนางมักถูกวาดให้มี “บัลลังก์” เป็นเครื่องประดับบนศีรษะ และเหยี่ยวที่กางปีกกว้าง มักจะปรากฎรูปภาพพระนางมีผิวกายสีออกเหลืองเพื่อสื่อถึงการใช้ชีวิตในราชวังและไม่ค่อยโดนแสงแดด ในบางครั้งจะพบภาพพระนางถือเครื่องหมายอังก์ ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งชีวิตอันเป็นนิรันดร์

ในฐานะ น้อง และ ภรรยา ของเทพโอซิริส

ตำนานเล่าว่า ไอซิส และ โอซิริส นั้น ต่างรักกันตั้งแต่ครั้งยังอยู่ในครรภ์มารดา ทั้งสองเติบโตมาด้วยกัน และเมื่อเติบใหญ่และ เทพโอซิริส ได้ขึ้นครองบัลลังก์ได้โดยฝีมือของพระนางนั่นเอง

เล่าว่าวันหนึ่งพระนางนำน้ำลายของเทพรา (ซึ่งครองบัลลังก์ขณะนั้น) มาผสมกับโคลนแล้วปั้นงูพิษขึ้นมาเพื่อกัดเทพรา นางสร้างอุบายว่าต้องการชื่อที่แท้จริงของเทพราเพื่อใช้ในการรักษา ซึ่งเทพราก็เชื่อ ดังนั้น เทพราจึงได้รับการรักษาแต่พลังของเขาถูกส่งต่อมายังเทวีไอซิสแทน ซึ่งนั่นทำให้นางมีพลังสูงสุดในหมู่เทพ

เทพโอซิริส อภิเษกสมรสกับเทวีไอซิส ซึ่งทั้งสองต่างใช้เวลาส่วนมากไปกับการสั่งสอนและปกป้องผุ้คนของพระองค์ ยุคนั้นจึงเป็นยุคทองของอียิปต์ที่มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง และอุดมสมบูรณ์ ทั้งด้านอารยธรรม และการประดิษฐ์

เมื่อเทพโอซิริส ถูกชิงบัลลังก์

แต่แล้ว เวลาแห่งความสุขก็คงอยู่ได้ไม่นาน เมื่อเทพเซธ ผู้อิจฉาริษยา อยากแย่งชิงบัลลังก์ วางแผนเพื่อฆ่าเทพโอซิริส และเขาก็ทำสำเร็จ เทพเซธได้ร่วมมีกับอาโส (Aso) ราชินีแห่งเอธิโอเปีย และกบฏอีก 72 คน ได้ร่วมกันล้มล้างเทพโอซีริส และจับร่างของพระองค์ใส่โลงแล้วลอยไปตามแม่น้ำไนล์ แต่ก็เป็นเทวีไอซิสเองที่ตามหาพระร่างจนพบเพื่อปลุกให้เขาฟื้นคืนชีพ แต่แล้วเทพเซธ กลับรู้ว่าร่างของเทพโอซิริสถูกหาเจอก็โมโหมาก จึงฉีกร่างของเทพโอซิริสเป็น 14 ชิ้น และนำเอาชิ้นส่วนเหล่านี้ไปโปรยจนทั่วอียิปต์

เทวีไอซิสผู้น่าสงสาร ได้รับความช่วยเหลือจากน้องสาวของนาง เทพีเนฟธิส ในการตามหาร่างทั้ง 14 ส่วนของสวามี และนางได้ใช้เวทมนตร์เพื่อปลุกให้เขาฟื้นคืนชีพ นานพอที่ทั้งสองพระองค์มีทายาทร่วมกัน ภายหลังคือ เทพฮอรัส และเมื่อภายหลังจากได้ทำพิธีกรรม โดยมีเทพอานูบิส เทพแห่งความตายเป็นผู้ประกอบพิธี เทพโอซิริส ก็สามารถไปยังโลกแห่งความตายได้ และพระองค์ได้กลายเป็นผู้ปกครองโลกแห่งวิญญาณต่อไป ทั้งสองจึงต้องแยกจากกัน

ความชั่วร้ายของเทพเซธไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะเขาพยายามจะฆ่าหลานตัวเองคือเกิดจาก โอซิริส และ ไอซิส หลายต่อหลายครั้ง ซึ่งพระนางต้องปกต้องบุตรชายจากอันตรายต่างๆที่เทพเซธส่งมา เช่นครั้งหนึ่ง ที่พระนางต้องชุบชีวิตเทพฮอรัส จากการถูกแมงป่องต่อยจนตาย

เทวีไอซิสกับ เทพฮอรัส

หลังจากพระนางเลี้ยงดูบุตรชายจนโตบโต ฮอรัสวัยหนุ่มได้คิดที่จะแก้แค้นแทนพระบิดา และขึ้นครองราชย์อียิปต์แทนเซธผู้ชั่วร้าย จึงได้มีการท้าทายต่อเทพเซธ และผู้ชนะจะได้ขึ้นครองบัลลังก์ แต่แน่นอนเทพเซธก็ไม่ได้เล่นแฟร์ๆ ในการแข่งขันหลายๆครั้งที่เซธโกงจนเอาชนะฮอรัสไปได้ เทวีไอซิสอยากช่วยลูกชายของนาง พระนางจึงวางกับดักจนเซธติดกับ เทพเซธร้องขอชีวิตและไอซิสก็ยังปล่อยเขาไป ทันทีที่ฮอรัสทราบว่าแม่ได้ปล่อยศัตรูเป็นอิสระ เขาก็โกรธนางมาก จึงตัดเศียรของพระนางทันที  ทันใดนั้นเทพ ทอธ เทพแห่งสติปัญญหาและเวทมนต์ ได้เปลี่ยนเศียรนั้นให้กลายเป็นหัวของวัว แล้วนำมันกลับคืนยังร่างของไอซิส  (ดังนั้นในรูปปั้นโบราณบางชิ้นจะปรากฎร่างเทวีไอซิสกับเศียรของวัว) ตั้งแต่วันนั้นพระนางก็ได้ไปมีชีวิตหลังความตายกับสามีผู้เป็นที่รัก กล่าวว่าพระนางยังให้อภัยปฏิกิริยาก้าวร้าวไม่มีเหตุผลของลูกชาย และยังคงสนับสนุนเขาต่อไป

ในตำนานเทพอียิปต์นั้น เทวีไอซิสถูกยกย่องอย่างมากว่าเป็นมารดาผู้ประเสริฐ และถูกเคารพบูชาเป็นเทพธิดาผู้พิทักษ์เนื่องจากวิธีการที่เธอปกป้องเทพฮอรัส ในบทบาทของนักเวทย์และการนำชีวิตกลับคืนจากโลกแห่งความตาย พระนางยังมีบทบาทสำคัญในการอยู่เบื้องหลังราชาแห่งอียิปต์อีกด้วย

 

1 2 3 7